เมื่อไรควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
ถ้ากล่าวกันตามหลักวิชาแล้ว ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องก่อนที่น้ำมันจะหมดอายุหรือเสื่อมสภาพ แต่ระยะทาง หรือระยะเวลาเหมาะสมกับการเปลี่ยนถ่ายนั้นควรปฎิบัติตามคำแนะนำของบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ที่ได้แนะนำไว้ในหนังสือคู่มือประจำรถ แต่มีข้อยกเว้นในบางกรณีที่มักจะระบุไว้ในหนังสือคู่มือ เช่น เครื่องยนต์ที่ทำงานหนัก (SEVERE DUTY) จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้บ่อยกว่าปกติ ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของผู้ใช้ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้น บริษัทผู้ผลิตอาจกำหนดไว้เป็นระยะทางหรือระยะเวลา การที่จะทราบว่าน้ำมันเครื่องหมดอายุ หรือเสื่อมสภาพแล้วหรือยังนั้น ไม่สามารถวินิจฉัยด้วยการดูด้วยตาเปล่าได้ จะทราบก็ต่อเมื่อได้นำน้ำมันตัวอย่างมาทำการวิเคราะห์ ในห้องทดลองเท่านั้น
การที่จะวัดว่าเมื่อไรควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้นควรดูจากสภาพการใช้งาน บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ส่วนใหญ่มักจะกำหนดให้เปลี่ยนถ่ายค่อนข้างเร็วโดยประมาณการว่ารถส่วนใหญ่ใช้งานหนัก สาเหตุที่ทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็วนั้นเกิดจาก สาเหตุดังต่อไปนี้
- การสตาร์ทเครื่องในขณะที่เครื่องเย็น เนื่องจากในขณะที่สตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่ๆ จะต้องใช้ระยะเวลาสักพักหนึ่งเพื่อทำการอุ่นให้เครื่องยนต์ร้อนขึ้นเพื่อให้เครื่องยนต์มีประสิทธิภาพการทำงานอย่างเต็มที่ และในช่วงเวลานั้นการเผาไหม้จะยังไม่สมบูรณ์ดีพอ คราบน้ำมันที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่หมดอาจตกลงปนกับน้ำมันเครื่อง
- การเดินทางระยะสั้นๆ เช่นสภาพการใช้งานในเมืองหลวง (ประมาณ 15 กิโลเมตร)
- การบรรทุกหนัก หรือลากจูง ขับรถขึ้นเขาหรือที่สูงชันบ่อยๆ
- การจราจรติดขัดเครื่องยนต์เดินเบาเป็นระยะเวลานานๆ
- เครื่องยนต์ทำงานที่อุณหภูมิสูง (ร้อนจัด) บ่อยๆ
- ใช้ความเร็วสูงเป็นระยะเวลานานๆ
- การใช้งานในที่ที่มีฝุ่นหรือทรายมาก และสภาพถนนที่ขรุขระ
- คุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้
จากผลสำรวจพบว่า ตามปกติเครื่องยนต์เบนซินที่ใช้ในกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกระยะ 3,000-5,000 ก.ม. หรือเดือนละครั้ง ส่วนรถบรรทุกสินค้าเครื่องยนต์ดีเซลมักจะเปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุกระยะ 4,000-5,000 ก.ม. กำหนดการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องนี้ ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ยึดถือเป็นหลักแน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่ใช้ สภาพการใช้งานและสภาพของเครื่องยนต์
- เลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพดี
- เลือกใช้น้ำมันเครื่องที่มีความหนึดเหมาะสมตามอุณหภูมิแวดล้อมที่บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ได้แนะนำ
- เปลี่ยนน้ำมันเครื่องตามความเหมาะสมของสภาพการใช้งานและสภาพของเครื่องยนต์
- ไส้กรองอากาศควรเป่าทำความสะอาดบ่อยๆ หรือเดือนละครั้ง และควรเปลี่ยนตามกำหนด
- ไส้กรองน้ำมันเครื่องควรเปลี่ยนตามกำหนด
- ควรบำรุงรักษาเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพดีเสมอ
ทำไมจึงต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่องเมื่อใช้ไปนานพอสมควรแล้ว น้ำมันจะมีคุณภาพไม่เหมาะสมที่จะใช้ต่อไปได้อีก น้ำมันเครื่องจะเสื่อมสภาพเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสาเหตุหลายประการ เช่น
- การสะสมสิ่งสกปรกในเครื่องยนต์ เนื่องจากเขม่าที่เกิดจากการเผาไหม้ สะสมรวมตัวกัน ยิ่งนานก็ยิ่งมากขึ้น
- สภาพการใช้งาน (งานเบา งานหนัก รวมทั้งลักษณะของการขับขี่และสภาพเครื่องยนต์)
- สารเคมีปรุงแต่งที่ผสมอยู่ถูกใช้หมดไป
จากสาเหตุดังกล่าวแล้วข้างต้น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพขาดคุณสมบัติหล่อลื่น และระบายความร้อนของชิ้นส่วนต่างๆ ในเครื่องยนต์ สิ่งสกปรกต่างๆ ที่ทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพระหว่างการใช้งาน อาจกล่าวได้ดังนี้
- ฝุ่นละอองในอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์โดยผ่านทางไส้กรองอากาศ การทำสะอาดไส้กรองอากาศโดยใช้ลมเป่าบ่อยๆจะไม่ทำให้ไส้กรองอุดตันและควรเปลี่ยนตามกำหนดอายุการใช้งาน
- เศษโลหะเล็กๆ เศษโลหะที่เกิดขึ้นจากการเสียดสีของชิ้นส่วนของเครื่องยนต์จะตกตะกอนหรือผสมอยู่กับน้ำมันเครื่องซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการสึกหรอ
- น้ำ เกิดจากการเผาไหม้จะลงไปในห้องเครื่องในลักษณะของไอน้ำ เมื่อเครื่องยนต์มีอุณหภูมิต่ำ ไอน้ำก็กลั่นตัวเป็นหยดน้ำ น้ำทำให้เหล็กเป็นสนิมและทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพ
- กรด เกิดจากการเผาไหม้ของกำมะถันที่มีอยู่เล็กน้อยในน้ำมันเชื้อเพลิงเมื่อรวมตัวกับน้ำ ทำให้เกิดกรดกำมะถัน ซึ่งทำให้เกิดการกัดกร่อนโลหะต่างๆในเครื่องยนต์
- ควันและเขม่า เกิดจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิงบางส่วนจะลงไปยังห้องเครื่อง โดยผ่านทางแหวนลูกสูบ ควันและเขม่า ทำให้น้ำมันข้นเหนียวทำให้ห้องเครื่องยนต์สกปรกเกิดคราบตะกอน
- น้ำมันเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่หมด เกิดจากการเร่งเครื่องยนต์ทันทีทันใดหรือขับรถเร็ว น้ำมันเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ไม่หมดจะไหลลงห้องเครื่อง ทำให้น้ำมันเครื่องใสลงกว่าเดิม
- ยางเหนียว เกิดจากน้ำมันทำปฎิกิริยากับอ๊อกซิเจนขณะที่เครื่องยนต์ทำงานหนักหรือเครื่องยนต์ร้อนจัด ยางเหนียวนี้จะไปจับชิ้นส่วนต่างๆ อาจทำให้แหวนลูกสูบตายหรือลูกสูบติดได้
- เราจะเห็นว่าน้ำมันเครื่องมีแต่จะเสื่อมสภาพตลอดเวลาของการใช้งาน ฉะนั้นเมื่อได้ใช้น้ำมันไปชั่วระยะเวลา พอสมควรแล้วจึงต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องใหม่เพื่อรักษาเครื่องยนต์ให้สะอาด ป้องกันการเสียหรอ ยึดอายุเครื่องยนต์
น้ำมันเครื่องเปลี่ยนสีเร็วดีหรือไม่
โดยปกติแล้วหน้าที่หลักของน้ำมันเครื่อง คือมีหน้าที่ชะล้างเขม่า ละลายเขม่า ละลายเขม่า และย่อยเขม่า น้ำมันเครื่องที่ดีจะมีคุณสมบัติในการชะล้างเขม่าค่อนข้างสูงเนื่องจากในน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้จะมีการเผาไหม้ และสันดาปเกิดขึ้น โดยจะนำพาคราบเขม่า และสิ่งสกปรกปนเปื้อนในห้องเผาไหม้ และเกาะติดแน่นกับเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์มีการใช้งานสั้นลง น้ำมันเครื่องที่ดีจะมีสาร Detergent และ Dispersant ที่ดีและเหมาะสม โดยจะทำให้เครื่องยนต์สะอาดเสมือนใหม่อยู่ตลอดเวลา
มีหลายคนสงสัยว่าทำไมน้ำมันเครื่องบางชนิด ใส่ลงไปไม่นานสีจะดำเร็ว แต่บางชนิดใส่ไปนานกว่า แต่สีกลับเหมือนเดิม โดยเข้าใจผิดคิดว่าน้ำมันเครื่องที่เปลี่ยนสีเร็วนั้นไม่ดี ถ้าจะเปรียบก็เปรียบได้กับผงซักฟอก โดยจะสังเกตเห็นว่าผงซักฟอกที่ดีนั้นน้ำจะดำเร็ว ส่วนผ้านั้นจะขาวสะอาด ส่วนผงซักฟอกที่ไม่ดีนั้นน้ำจะยังคงใส่สะอาด ส่วนผ้านั้นจะยังคงสกปรกอยุ่เหมือนเดิม ฉะนั้นน้ำมันเครื่องที่เปลี่ยนสีเร็ว ย่อมเป็นคุณสมบัติที่ดี
รถเก๋งกับรถขนาดใหญ่เช่นรถบรรทุก หรือรถโดยสาร ชนิดไหนควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเร็วกว่ากัน
ปกติแล้วรถเก๋งจะมีการเปลี่ยนถ่ายเร็วกว่ารถขนาดใหญ่เช่นรถบรรทุกหรือรถโดยสาร เนื่องจากรถเก๋งมีอ่างบรรจุน้ำมันเครื่องที่เล็กประมาณ 3-6 ลิตรประกอบกับกรองน้ำมันเครื่องก็มีขนาดเล็กเก็บได้ไม่มาก เมื่อเครื่องยนต์ทำงานก็จะเกิดการเผาไหม้ และเขม่าที่เกิดจากการเผาไหม้ก็จะตกลงไปผสมผสานกับน้ำมันเครื่องซึ่งหลักเลี่ยงไม่ได้ เมื่อนานวันเขม่าต่างๆก็จะเข้าไปผสมอยู่ในน้ำมันเครื่องก็จะมากขึ้นเป็นทวีคุณ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเสียใหม่ ซึ่งเมื่อรถวิ่งไปประมาณ 10,000 กม. ก็นับว่ามากพอสำหรับห้องเครื่องขนาดเล็ก แต่ถ้าเป็นรถขนาดใหญ่ก็จะมีห้องเครื่องขนาดใหญ่สามารถบรรจุได้ถึง 16-25 ลิตร และก็มีกรองน้ำมันเครื่องขนาดใหญ่บางชนิดมีถึง 2 ตัว ฉะนั้นการที่คราบเขม่าที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ตกลงไปนั้น เปรียบเสมือนตกลงไปในทะเลจึงไม่มีผลมากนัก รถบางคันอาจใช้ได้ถึง 50,000 ถึง 60,000 กม. ส่วนรถเก๋งนั้นอาจได้ถึง 15,000 กม. แต่จะต้องเป็นน้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพดีเท่านั้นจึงจะทำได้
ค่าปริมาณกำมะถันที่อยู่ในน้ำมันเชื้อเพลิงน้ำมีผลต่อเครื่องยนต์อย่างไร ทำไมน้ำมันเครื่อง จึงมีสภาพที่เป็นด่าง (TBN)
เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันมีค่าปริมาณกำมะถันปนอยู่ กำมะถันเมื่อเกิดการเผาไหม้ในห้องเผาไหม้จะกลายสภาพเป็นก๊าซกำมะถัน เช่น ซัลเฟอร์ในออกไชด์ (SO2) แลซัลเฟอร์ไตรออกไซค์(SO3) โดยผ่านเข้าไปรวมกับความขึ้นที่อยู่ในห้องเครื่องยนต์ และจะแปลงสถานกลายเป็นกรดซัลเฟอร์รัส (H2SO3) และกรดซัลเฟอร์ริค (H2SO4) ซึ่งกรดเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อเครื่องยนต์เป็นอย่างมาก ทำให้เครื่องยนต์สึกหรือเร็ว น้ำมันเครื่องจึงต้องมีสภาพที่เป็นด่าง เพื่อไปทำลายกรดให้เกิดการเป็นกลาง ดังทฤษฎีที่ว่า กรด+ด่าง = เกลือ+น้ำ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นการที่ค่า TBN สูงไม่ใช่จะแสดงว่าน้ำมันเครื่องนั้นจะดีเสมอไป เพราะการที่มีค่า TBN สูงเกินไปนั้นกลับไม่เป็นผลดีต่อระบบเครื่องยนต์ เนื่องจากการที่ TBN สูงก็จะทำให้ค่ากากซัลเฟต (Sulfated Ash) สูงเกินไปด้วย ค่า TBN ที่เหมาะสมสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ควรอยู่ในระดับ 8-12 mgKOH/gm.
หน้าที่หลักที่สำคัญของน้ำมันหล่อลื่นมีอะไรบ้าง
หน้าที่หลักๆที่สำคัญของน้ำมันเครื่องมีดังต่อไปนี้
1ช่วยในการหล่อลื่น (Lubricating) โดยฟิลม์ของน้ำมันจะทำหน้าที่เคลือบผิวของวัตถุไม่ให้เสียดสีกันโดนตรง ซึ่งจะช่วยลดการสึกหรอ (Wear) ลดแรงเสียดทาน (Friction) ลดเสียงดัง
2. ระบายความร้อน (Cooling) โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางช่วยระบายความร้อนตามชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์
3. ทำความสะอาด (Cleaning) ทำหน้าที่ชะล้างคราบเขม่า และสิ่งสกปรกต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์สะอาดอยู่ตลอดเวลา
4. ป้องกันสนิมและการกัดกร่อน (Protect against Rust and Corrosion) ซึ่งเกิดจากปฎิกริยาต่างๆในเครื่องยนต์
5. ทำหน้าที่เป็นซีล (Sealing) ช่วยลดช่องว่างตามชิ้นส่วนของเครื่องของยนต์ เช่นแหวนและลูกสูบ ทำให้เครื่องยนต์มีกำลังอัดดีขึ้น
สารเพิ่มคุณภาพที่สำคัญมีอะไรบ้าง
ชนิดของสารเพิ่มคุณภาพ หรือสารเคมีปรุงแต่ง (ADDITIVE) ที่สำคัญมีดังนี้ คือ
|
ชนิดของสารเพิ่มคุณภาพ
|
ประเภททางเคมี
|
หน้าที่ของสารเคมีปรุงแต่ง
|
|
1. สารซะล้างเขม่า
(DETERGENTS)
|
Salicylates
Sulfonates
Phenates
Sulfophenates
|
ทำความสะอาดภายในเครื่องยนต์ โดยการชะล้างสิ่งสกปรกคราบตะกอน และเขม่าต่างๆออกจาก ชิ้นส่วนของ เครื่องยนต์
|
|
2. สารละลาย-ย่อยเขม่า
(DISPERSANTS)
|
Alkysuccinimides, allkylsuccinic Esters, and mannich reaction Products
|
ช่วยย่อย ละลายเขม่าและสิ่งสกปรกให้เป็นชิ้นส่วนเล็กๆละลายผสมอยู่กับน้ำมันเครื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้ไส้กรองน้ำมันเครื่องอุดตันทั้งยังป้องกันไม่ให้สิ่งสกปรกเล็กๆเหล่านี้จับตัวกันเป็นกลุ่ม ก้อน
|
|
3. สารป้องกันการกัดกร่อน
(ANTI-CORROSIVES)
|
Zinc dithiophosphates, metal phenolates, basic metal sulfurized fatty acids amd amines
|
ป้องกันการกัดกร่อนภายในเครื่องยนต์ ซึ่งเกิดขึ้นจากปฎิกริยาเคมีต่างๆ
|
|
4. สารป้องกันการเกิดปฎิกิริยากับอ๊อกซิเจน
(ANTI-OXIDANTS)
|
Zinc dithiophosphates, hindered phenols, aromatic amines, sulfurized phenols
|
ป้องกันการไม่ให้น้ำมันแปรสภาพเป็นยางเหนียว หรือโคลนเมื่อเครื่องยนต์ร้อนจัด
|
|
5. สารป้องกันการสึกหรอ
(ANTI-WEAR AGENTS)
|
Zine dithiophosphates,organic phosphates, acid phosphates,organic sulfur and chlorine compounds, sulfurized fats, sulfides and disulfides
|
ช่วยลดการสึกหรอของชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ และช่วยป้องกันไม่ให้โลหะ ละลายติดกันเมื่อชิ้นส่วน ขาดการหล่อลื่นชั่วขณะหนึ่ง
|
|
6. สารรับแรงกด-แรงกระแทก
(EXTREME PRESSURE)
|
Zinc dithiophosphates, organic phosphates, acid phosphates, organic sulfur and chlorine compounds, sulfurized fats, sulfides and disulfides
|
เพิ่มความแข็งแรงให้กับฟิลม์น้ำมัน และเพิ่มความสามารถในการับภาระน้ำหนัก เนื่องจากแรงกด หรือ แรงกระแทก
|
|
7. สารป้องกันสนิม
(RUST INHIBITOR)
|
Zinc dithiophosphates, metal phenolates, basic metal sulfonates, fatty acids and amines
|
ป้องกันสนิมตามชิ้นส่วนต่างๆที่เป็นโลหะ ในขณะที่เครื่องยนต์ไม่ได้ทำงาน หรือขณะเก็บรักษา เพื่อรอการใช้งานต่อไป
|
|
8. สารป้องกันการเกิดฟอง
(FOAM INHIBITORS)
|
Silicone Polymers, Organic Copolymers
|
ป้องกันไม่ให้น้ำมันเกิดฟองอากาศขณะใช้งาน
|
|
9. สารปรับปรุงค่าดรรชนีความหนืด
(VISCOSITY INDEX IMPROVER)
|
Polymethacrylates
Ethyene-propylene copolymers (OCP)
Styrena-diene copolymers, Styrena-ester Copolymers
|
รักษาความหนืดให้คงที่เสมอถึงแม้ว่าอุณหภูมิจะสูงหรือต่ำก็ตาม
|
|
10. สารที่ทำให้น้ำรวมตัวกับน้ำมัน
(EMULSIFIERS)
|
Emulsifiers
|
เป็นตัวทำให้น้ำรวมตัวน้ำมันได้ เพื่อทำให้เป็นของเหลวที่สามารถทำหน้าที่หล่อลื่นได้ โดยไม่ ทำให้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์เสียหาย
|
|
11. สารลดจุดไหลตัวของน้ำมัน
(POUR POINT DISPERSANT)
|
Alkylated naphthalene and phenolic polymers,polymethacrylates, maleate/fumerate copolymer esters
|
ช่วยให้น้ำมันมีจุดไหลตัวที่อุณหภูมิต่ำลงไปกว่าเดิม เหมาะกับประเทศเมืองหนาวที่อุณหภูมิต่ำ เพราะไม่ทำให้น้ำมันแข็งตัว
|
|
12. สารลดแรงเสียดทาน
(FRICTION MODIFIER)
|
Organic phosphates Metal dithiocarbamates Sulfurized olefins Zinc dithiophosphates
|
ช่วยลดแรงเสียดทาน โดยทำให้ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์มีการหล่อลื่นที่ดีขึ้น
|
|
13. สารช่วยให้เกาะติดดี
(TACKINESS AGENTS)
|
|
เพิ่มคุณสมบัติการเกาะติดผิวของน้ำมันและจาระบีได้ดียิ่งขึ้น
|
|
14. สารเพิ่มค่าความเป็นด่าง
(ALKALINE AGENT)
|
|
ช่วยต่อต้านปฎิกิริยาที่เกิดจากกรด เพื่อให้เกิดการเป็นกลาง
|
|
15. สารป้องกันแบคทีเรีย
(ANTI-BACTERIOCIDE)
|
|
ป้องกันไม่ให้น้ำมันเกิดแบคทีเรีย ซึ่งทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพเร็วและมีกลิ่นเหม็น
|
|
16. สารป้องกันชิ้นส่วนที่เป็นเงิน
|
|
ป้องกันการกัดกร่อน ในชิ้นส่วนโลหะที่เป็นเงิน
|
|
17. สารป้องกันชิ้นส่วนที่เป็นทองแดง
|
|
ป้องกันการกัดกร่อนในชิ้นส่วนโลหะที่เป็นทองแดง
|
คุณสมบัติที่สำคัญของน้ำมันหล่อลื่น (Engine oil Properties)
1 ความหนืด (Viscpsity)
ความหนืด หมายถึงคุณสมบัติแสดงความข้นความใสของตัวน้ำมัน ความหนือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ ในการเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นอย่างถูกต้อง น้ำมันเมื่อมีความหนือต้ำ(น้ำมันจะใส) พิล์มของน้ำมันจะบาง และสามารถไหลได้อย่างอิสระและรวดเร็ว แต่ถ้ามีความหนืดสูง (น้ำมันจะข้น) ฟิล์มของน้ำมันจะหนา และไหลได้ช้ากว่า ในการเลือกใช้ความหนืดให้ถูกต้อง โดยปรกติแล้วบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ หรือ เครื่องจักรมักจะเป็นผู้กำหนด เนื่องจากการออกแบบ ของเครื่องยนต์และเครื่องจักรแต่ละรุ่นนั้นไม่เหมือนกัน บางชนิดกำหนดความหนืดต่ำ(Low Viscosity) บางชนิดกำหนดความหนืดสูง (High Viscosity) ในกรณีของเครื่องยนต์นั้นไม่ค่อยยุ่งยาก เพราะส่วนใหญ่จะออกแบบให้ใช้ใกล้เคียงกัน เช่นเกรดธรรมดาเบอร์ 30,40,50 หรือเกรดรวมเบอร์ 5w-30,15w-40,20w-50 แต่ถ้าเป็นเครื่องจักรทางด้านอุตสาหกรรมนั้นค่อนข้างสลับซ้อนมากขึ้น
ในปัจจุบันน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดสูงหรือชนิดข้นเริ่มมีการใช้ลดลง และน้ำมันเครื่องที่มีความหนืดต่ำหรือชนิดใส่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากเครื่องยนต์รุ่นใหม่ๆ จะแนะนำให้ใช้เบอร์ 5W-30 หรือ 10W-40 เท่านั้น และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเบอร์ 0W-20 และ5W-20 จะเริ่มมีบทบาทมากขึ้น
ในอดีตเมื่อประมาณ 20 ปี ที่ผ่านมา เครื่องยังไม่ได้มีการพัฒนามากเหมือนในปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากเครื่องยนต์สมัยก่อนมีรอบช้าและเครื่องยนต์ก็มีขนาดใหญ่จึงจำเป็นต้องใช้นำมันที่มีความหนืดสูงเช่นเบอร์ 50 แต่ในปัจจุบันเครื่องยนต์มีขนาดเล็กลงและรอบการทำงานก็สูงขึ้น จึงจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำมันเครื่องที่ใสขึ้น ข้อได้เปรียบของน้ำมันเครื่องที่ใสมีดังนี้
- ช่วยลดการสึกหรือได้ดีกว่า เช่นในตอนเช้าขณะที่ทำการสตาร์ทเครื่องยนต์ น้ำมันที่ใส่กว่าจะสามารถขึ้นไปหล่อลื่นได้เร็วกว่าน้ำมันที่ข้นกว่า หรือที่เรียกกันว่าปกป้องทันทีที่สตาร์ท ในขณะเดียวกันน้ำมันเครื่องที่ใสกว่าจะสามารถซึมผ่านชิ้นงานเพื่อช่วยในการหล่อลื่นได้ดีกว่า
- สามารถระบายความร้อนก็ดีกว่า และลดความร้อนได้เร็วกว่า ถ้าจะเปรียบก็เหมือนน้ำกับยางมะตอย ซึ่งน้ำนั้นเมื่อร้อนถ้าทิ้งไว้ไม่นานก็จะเย็นลงได้เร็ว ส่วนยางมะตอยนั้นอาจต้องใช้เวลานานจึงจะเย็น ซึ่งถ้านำมาเก็บไว้ในถึงขนาดใหญ่แล้ว อาจจะต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะเย็นลง
- ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงก็จะดีกว่า กำลังของเครื่องยนต์ก็จะสูงขึ้น เปรียบเสมือนกับเอามือไปกวนในน้ำใสๆ กับไปกวนในน้ำข้นๆ ซึ่งกวนในน้ำที่ใสจะกวนได้เร็วกว่า
- แรงดันน้ำมันจะลดลง (Oil Pressure) เนื่องจากความหนึดที่ใสกว่าจะช่วยให้แรงดันน้ำมันต่ำลง และจะช่วยให้น้ำมันเครื่องไหลวนเวียนในระบบเครื่องยนต์ได้ดีขึ้น การระบายความร้อนก็ดีขึ้น การทำความสะอาดของเครื่องยนต์ก็ดีขึ้น โดยจะสังเกตได้จากน้ำมันเครื่องที่ใช้ไปนานๆจะมีแรงดันน้ำมันสูงขึ้นเนื่องจากมีความหนึดที่สูงขึ้น
หลักการในการพิจารณาเลือกใช้ความหนึด
- ความเร็ว (Speed) ถ้าความเร็วรอบสูงควรใช้น้ำมันที่มีความหนืดต่ำ แต่ถ้าความเร็วรอบต่ำควรใช้น้ำมันที่มีความหนืดสูง
- น้ำหนัก/แรงกระแทก (Load) ถ้าน้ำหนัก/แรงกระแทกสูงควรใช้น้ำมันที่มีความหนืดสูง แต่ถ้าน้ำหนัก/แรงกระแทบเบาควรใช้น้ำมันที่มีความหนืดต่ำ
- อุณหภูมิ (Temperature) ถ้าอุณหภูมิสูง(ร้อน)ควรใช้น้ำมันที่มีความหนืดสูง แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำ(เย็น) ควรใช้น้ำมันที่มีความหนืดต่ำ
หน่วยของความหนืด ที่นิยมใช้กันทั่วๆไป(ดูจากตารางประกอบ)
- ด้านยานยนต์ แบ่งโดย SAE (Society of Automotive Engineers) สำหรับเครื่องยนต์เช่นเบอร์ 10W,20,30,40,50,60 ทางด้าน น้ำมันเกียร์/เฟื่องท้าย เช่น เบอร์ 90,140
- ด้านอุตสาหกรรม แบ่งโดย ISO VG (Industrial Standardization Organization for Industrial Grades) โดยเริ่มตั้งแต่เบอร์ 5,10,22,32,46,68,100,150,220,320,460,680
- ด้านกลุ่มผู้ผลิตเกียร์ในสหรัฐอเมริกา AGMA (American Gear Manufactures Association) โดยเริ่มตั้งแต่เบอร์ 1,2,3,4,5,6,7,8

2. ดัชนีความหนืด (Viscosity Index)
ดัชนีความหนืดของน้ำมันเครื่องคือตัวบ่งบอกถึงความต้านทานในการเปลี่ยนแปลงความหนืดของน้ำมันเครื่อง ถ้าน้ำมันเครื่องมีดัชนีความหนืดสูดแสดงว่าน้ำมันเครื่องชนิดนั้นไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงไม่ว่าน้ำมันจะร้อยหรือดเย็นก็ตาม แต่ถ้าน้ำมันเครื่องมีดัชนีความหนืดต่ำ แสดงว่าน้ำมันเครื่องชนิดนั้นมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ง่ายเมื่อกระทบความร้อนหรือความเย็น ปรกติแล้วค่าดัชนีความหนืดของน้ำมันเครื่องจะมีค่าประมาณ 90 ถึง 110
3.จุดไหลเท (Pour Point)
จุดไหลเทคือ จุดที่แสดงถึงสถานะของน้ำมันว่า มีอุณหภูมิต่ำสุดที่เท่าใดที่น้ำมันจะไม่ไหล ซึ่งจุดไหลเทเป็นตัวบ่งบอกถึงความสามารถในการทนความ เย็นของตัวน้ำชนิดนั้น
4. ความต้านทานการวมตัวกับออกซิเจนเนื่องจากความร้อน (Oxidation Resistance)
เนื่องจากน้ำมันเป็นสารประกอบของไฮโดรคาร์บอน จึงมีคุณสมบัติในการรวบตัวกับออกซิเจนได้ง่าย โดยมีความร้อนเป็นตัวเร่งปฎิกริยาซึ่งจะทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพกลายเป็นโคลนหรือยางเหนียวได้ง่าย ซึ่งน้ำมันเครื่องที่ดีจะต้องมีค่าความต้านทานการรวมตัวกับออกซิเจนได้สูง
5.อัตราการะเหย (Volatility)
อัตราการระเหยเป็นตัวบ่งบอกถึงอัตราการระเหยของน้ำมันเครื่องเมื่อถูกความร้อน ซึ่งโดยปกติแล้วน้ำมันทั่วๆไปไม่ควรเกินกว่า 18% แต่ถ้าเป็นน้ำมันประเภทสังเคราะห์จะไม่เกิน 12%
6. จุดวาปไฟ (Flash Point)
จุดวาปไฟเป็นจุดที่แสดงถึงสถานะของน้ำมันว่า ที่อุณหภูมิสูงสุดที่เท่าใดที่น้ำมันมีโอกาสที่จะลุกเป็นไฟขึ้นในชั่วขณะหนึ่ง โดยต้องมีไฟมาล่อ ซึ่งจุดวาปไฟเป็นตัวบ่งบอกถึงความสามารถในการทนไฟของน้ำมันชนิดนั้น ซึ่งมีประโยชน์ในการเก็บรักษา การขนส่ง และเคลื่อนย้าย และยังแสดงถึงความเหมาะสม สำหรับการใช้งานที่อุณหภูมิสูงอีกด้วย
7.จุดลุกติดไฟ (Fire Point)
คือจุดที่น้ำมันพร้อมที่จะลุกติดเป็นไฟได้ โดยเกิดจุดวาปไฟขึ้นก่อนแล้วตามมาด้วยจุดติดไฟ ซึ่งโดยปกติของน้ำมันเครื่องยนต์จะมีอุณหภูมิต่างกันประมาณ 40-60 องศา C
8.ความหนาแน่น หรือความถ่วงจำเพาะ (Density or API Gravity)
คือจุดที่น้ำมันพร้อมที่จะลุกติดเป็นไฟได้ โดยจะเกิดจุดวาปไฟขึ้นก่อนแล้วตามมาด้วยจุดติดไฟ ซึ่งโดยปกติของน้ำมันเครื่องยนต์จะมีอุณหภูมิต่างกันประมาณ 40-60 องศา C
มาตรฐานของน้ำมันเครื่อง
ปัจจุบันแบ่งมาตรฐานของน้ำมันเครื่องตามมาตรฐานสากลทั่วโลก จะยึดถือตามหลักของ 3 สถาบันใหญ่ๆคือ
- สถาบัน API หรือสถาบันปิโตรเลียมแห่งสหรัฐอเมริกา
- สถาบัน ACEA (เดิมเรียก CCMC) เกิดจากการรวมตัวของ สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ในกลุ่มตลาดร่วมยุโรป
- สถาบัน JASO เกิดจากการรวมตัวของ สถาบันกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น
จะเห็นได้ว่าแต่เดิมสถาบัน API ซึ่งเคยเป็นสถาบันที่มีบทบาทมากในอดีต และเป็นสถาบันที่กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆทั่วโลกยอมรับ ต่อมาในกลุ่มประเทศยุโรป และญี่ปุ่น ก็ได้มีการออกมาตรฐานขึ้นมาเป็นของตนเอง
มาตรฐานน้ำมันเครื่องสถาบัน API
API ย่อมาจาก American Petroleum Institute หรือสถาบันปิโตรเลียมแห่ง สหรัฐอเมริกา โดยแบ่งออกสภาพการใช้งานออกเป็น 2 ประเภท ใหญ่ๆคือ
- API ของน้ำมันเครื่องยนต์เบนซิน ใช้สัญลักษ์ “S” (SERVICE STATIONS CLASSFICATIONS) นำหน้า เช่น SA,SB,SC,SE,SF,SG,SH และ SJ
- API ของน้ำมันเครื่องยนต์ดีเซล ใช้สัญลักษ์ “C” (COMMERCIAL CLASSIFICATIONS) นำหน้าเช่น CA,CB,CC,CD,CD-II,CF,CF-2,CF-4,และCG-4
เครื่องยนต์เบนซิน “S” (SERVICE STATIONS CLASSIFICATIONS)
SA สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ใช้งานเบา ไม่มีสารเพิ่มคุณภาพ
SB สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ใช้งานเบา มีสารเพิ่มคุณภาพเล็กน้อย เช่น สารป้องกันสึกหรอ และสารป้องกันการกัดกร่อน ไม่แนะนำให้ใช้กับเครื่องยนต์รุ่นใหม่
SC สำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่ผลิตระหว่าง ค.ศ.1964-1967 โดยมีคุณภาพสู้กว่า SB เล็กน้อย เช่นมีสารควบคุมการเกิดคราบเขม่าและสารป้องกันสนิมมากขึ้น
SD สำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่ผลิตระหว่าง ค.ศ.1968-1971 โดยมีคุณภาพ สูงกว่ามาตรฐาน SC และมีสารเพิ่มคุณภาพขึ้นกว่า SC
SE สำหรับเครื่องยนต์เบนซินที่ผลิตระหว่าง ค.ศ. 1972-1979 มีสารเพิ่มคุณภาพ เพื่อเพิ่มสมรรถนะให้สูงกว่า SD และ SC และยังสามารถใช้แทน SD และ SC ได้ดีกว่าอีกด้วย
SG เริ่มประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ.1988 มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นกว่า มาตรฐาน SF โดยเฉพาะมีสารป้องกันการสึกหรอ สารป้องกันการกัด กร่อน สารป้องกันสนิมสารป้องกันการเสื่อมสภาพเนื่องจากความร้อน และสารชะล้างเขม่า-ละลายเขม่า-ย่อยเขม่าที่ดีขึ้น สาเหตุเนื่องจากเครื่อง ยนต์ในปัจจุบันมีการออกแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น เช่นมีเครื่องที่เล็กลง แต่รอบจัดขึ้น และกำลังเพิ่มขึ้นอีกด้วย
SG เริ่มประกาศใช้เมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ 1988 มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้นกว่า มาตรฐาน SF โดยเฉพาะมีสารป้องกันการสึกหรอ สารป้องกันการกัด กร่อน สารป้องกันสนิมสารป้องกันการเสื่อมสภาพเนื่องจากความร้อน และสารซะล้างเขม่า-ละลายเขม่า-ย่อยเขม่าที่ดีขึ้น สาเหตุเนื่องจากเครื่อง ยนต์ในปัจจุบันมีการออกแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น เช่นมีเครื่องที่เล็กลง แต่รอบจัดขึ้น และกำลังเพิ่มขึ้นอีกด้วย
SH เริ่มประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ. 1994 เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ ได้มีการพัฒนาเครื่องยนต์เพิ่มขึ้นไป อย่างรวดเร็ว ระบบใหม่ๆในเครื่องยนต์ก็เริ่มมีการนำมาใช้เช่นระบบ Twin-Cam,Fuel Injector, Multi-Valve, Variable Valve Timing และยังมีการติดตั้งระบบ Catalytic Convertor เพิ่มขึ้น
SJ เป็นมาตรฐานสูงสุดในปัจจุบัน เริ่มประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ. 1997 โดยมีคุณสมบัติโดยทั่วไปคล้ายกับมาตรฐาน SH แต่จะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดีกว่า มีค่าการระเหยตัว (Lower Volatility) ต่ำกว่าทำให้ลดอัตราการกินน้ำมันเครื่องน้อยลง และมีค่าฟอสฟอรัส (Phosphorous) ที่ต่ำกว่า จะช่วยให้เครื่องกรองไอเสียงานใช้งานได้นานขึ้น
เครื่องยนต์ดีเซล “C” (Commercial Classifications)
CA สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลธรรมดา งานเบา เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ที่ผลิตขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1910-1950 มีสารเพิ่มคุณภาพเล็กน้อย เช่น สารป้อนกันการกัดกร่อน สารป้องกันคราบเข่าไปเกาะติดตาบริเวณ ลูกสูบผนังลูกสูบ และแหวนน้ำมัน
CB สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลธรรมดา งานเบา-ปานกลาง มาตรฐานนี้เริ่ม ประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ.1949 มีคุณภาพสูงกว่า CA โดยมีสาร เพิ่มคุณภาพ เพื่อควบคุมการเกิดคราบเขม่าไปเกาะติด และป้องกันการกัดกร่อยได้ดี กว่า
CC สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลธรรมดา ที่ติดซุปเปอร์ชาร์จ หรือเทอร์โบชาร์จ มาตรฐานนี้ได้เริ่มประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ.1961 ซึ่งมีคุณภาพสูงกว่า CB โดยเพิ่มคุณสมบัติในการป้องกันคราบเขม่าไปเกาะติด มีสารป้องกันสนิม และการกัดกร่อน ไม่ว่าเครื่องยนต์จะร้อน หรือเย็นจัดก็ตาม
CD สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลธรรมดา ที่ติดซุปเปอร์ชาร์จ หรือเทอร์โบชาร์จ ที่ใช้งานหนัก และรอบจัด เริ่มประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ.1955 ซึ่งมีคุณภาพ สูงกว่า CC สามารถป้องกันการสึกหรอ การกัดกร่อน และการเกิด คราบเขม่าในเครื่องได้ดี
CD-II สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล 2 จังหวะ เริ่มประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ. 1988 ส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนต์ดีทรอยด์ ซึ่งใช้ในกิจการทางการทหาร เช่น รถถัง เป็นต้น
CE สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลธรรมดา ที่ติดซุปเปอร์ชาร์จ หรือเทอร์โบชาร์จ ที่ใช้งานหนัก และรอบจัด เริ่มประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ.1983 มีคุณภาพสูงกว่า CD สามารถป้องกันการกิน น้ำมันเครื่องได้อย่างดี แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่ไรนัก
CF เป็นมาตรฐานสูงสุดของเครื่องยนต์ดีเซลในปัจจุบัน สำหรับเกรดธรรมดา (mono grade) เริ่มประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ.1994 เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลทุกชนิด ไม่ว่าจะใช้งานหนัก หรืองานเบา สามารถใช้แทนในมาตรฐานที่ รองๆ ลงมาเช่น CE,CD,CC ได้ดีกว่าอีกด้วย
CF-2 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ 2 จังหวะเริ่มประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ. 1994 ส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนต์ดีทรอยด์ ซึ่งใช้ในกิจการทาง การทหาร เช่นรถถัง เป็นต้น
CF-4 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ 4 จังหวะ ที่ติดซุปเปอร์ชาร์จ หรือเทอร์ โบชาร์จ ที่ใช้งานหนัก และรอบจัด เริ่มประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ.1990 เป็นน้ำมันเครื่องเกรดรวม สามารถป้องกันการกินน้ำมันเครื่อง ได้อย่างดีเยี่ยม
CG-4 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ล่าสุด 4 จังหวะ ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดในปัจจุบัน เริ่มประกาศใช้เมื่อปี ค.ศ. 1996 เป็นน้ำมันเครื่องเกรดรวมเท่านั้น
CH-4 เริ่มประกาศใช้เมื่อประมาณ ต้นปี ค.ศ.1999 ซึ่งเหมาะกับน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีค่ากำมะถันต่ำกว่า 0.05%
CI-4 มาตรฐานนี้จะเน้นเฉพาะเครื่องยนต์ที่ติดตั้งระบบ EGR (Exhaust Gas Recirculation) เท่านั้นเพื่อให้สอดคล้องกับเครื่องยนต์รุ่นใหม่ ที่ผลิตขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรป และสหรัฐอเมริกา คาดว่าจะกำหนดออกใช้ในปลายปี ค.ศ.2002
มาตรฐานน้ำมันเครื่อง CCMC (ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ 1 มกราคม 2539 และแทนที่ด้วยมาตรฐาน ACEA ดูหัวข้อถัดไป)
CCMC ย่อมาจาก Committee of Common Market Automobile Constructors หรือ สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ในกลุ่มตลาดร่วมยุโรป ซึ่งได้แก่ Alfa Romeo,British Leyland.BMW,DAF, Daimler-Benz, Flat, MAN,Peugeot,Porche,Renault,Rolls-Royce,Volkswaken และVolvo ได้มีการกำหนดมาตรฐาน ขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ.1983 โดยมีหลักการเช่นเดียวกับ API แต่เพิ่มวิธีการทดสอบ ซึ่งกำหนดโดยกลุ่มผู้ผลิตรถยุโรป
มาตรฐาน CCMC สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน
G1 ระดับมาตรฐานเทียบเท่า API SF บวกกับการทดสอบของยุโรป เริ่มใช้เมื่อ ปี ค.ศ.1984 ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว
G2 ระดับมาตรฐานเทียบเท่า API SF บวกกับการทดสอบของยุโรป เริ่มใช้เมื่อ ปี ค.ศ.1984 ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว
G3 ระดับมาตรฐานเทียบเท่า API SF บวกกับการทดสอบของยุโรป เริ่มใช้เมื่อ ปี ค.ศ.1984 ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว
G4 ระดับมาตรฐานเทียบเท่า API SG บวกกับการทดสอบของยุโรป เช่น การสึกหรอบริเวณบริวาวล์ และการเกิดยางเหนียวเมื่อเครื่องยนต์ร้อนจัด เริ่มใช้เมื่อปี ค.ศ.1989
G5 เหมือนกับ G4 แต่น้ำมันเครื่องจะเป็นเบอร์ใสกว่า
มาตรฐานCCMC สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล
D1 ระดับมาตรฐานเทียบเท่า API CC/SE บวกกับการทดสอบของยุโรป เริ่มใช้ เมื่อปี ค.ศ.1984 ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว
D2 ระดับมาตรฐานเทียบเท่า API CD/SC บวกกับการทดสอบของยุโรป เริ่มใช้ เมื่อปี ค.ศ.1984 ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว
D3 ระดับมาตรฐานเทียบเท่า API CD/SD บวกกับการทดสอบของยุโรป เริ่มใช้ เมื่อปี ค.ศ.1984 ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว
D4 เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ที่ใช้งานหนัก ระดับมาตรฐานเทียบเท่า API CE/SG บวกกับการทดสอบของยุโรป เริ่มใช้เมื่อปี ค.ศ.1989 ใช้แทน D2 ที่ถูกยกเลิกไป โดนเน้นหนักทางด้านการสึกหรอที่เกิดขึ้น บริเวณกระบอกลูกสูบ บริเวณวาวล์ และสามารถซะล้างคราบเขม่า-สิ่งสกปรกได้ดีเยี่ยม
D5 เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลรุ่นใหม่ที่ใช้งานหนักเป็นพิเศษ ระดับ มาตรฐานเทียบเท่า API CE/SG บวกับการทดสอบของยุโรป เริ่มใช้ เมื่อปี ค.ศ.1989 ใช้แทน D3 ที่ถูกยกเลิกไป โดนเน้นหนักทางด้าน การสึกหรอที่เกิดขึ้น บริเวณกระบอกลูกสูบ บริเวณวาวล์ และสามารถ ชะล้างคราบเขม่า-สิ่งสกปรกได้ดีเยี่ยม
PD1 ระดับมาตรฐานเทียบเท่ามาตรฐานทางการทหาร MIL-L-2104C หรือ API CD/SE โดยเน้นถึงการติดตายของแหวนลูกสูบเป็นหลัก เริ่มใช้เมื่อปี ค.ศ. 1984 ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว
PD2 เริ่มใช้เมื่อปี ค.ศ. 1989 แทน PD1 โดยปรับปรุงการติดตายของ แหวนลูกสูบ และทนการสึกหรอบริเวณวาวล์ให้ดีขึ้น
มาตรฐานน้ำมันเครื่อง ACEA
ACEA ย่อมาจาก the Association des Constricteurs Europenns d’Automobiles หรือเป็นทางการว่า European Automobile Manufacturers Association สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ในกลุ่มตลาดร่วมยุโรป ซึ่งได้แก่ Alfa Romeo, British Leyland, BMW,DAF, Daimler-Benz, Fiat,Man, Peugeot, Porche, Renault,Rolls-Royce, Volkswaken และ Volvo ได้มีการกำหนดมาตรฐานโดยเริ่มใช้อย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อ 1 มกราคม ค.ศ.1996 โดยได้ยกเลิกมาตรฐาน CCMC นี้ไปเนื่องจาก ACEA มีสถาบันเข้าร่วมโครงการมากกว่า และมีข้อกำหนดที่เด่นชัดกว่า
มาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน – Gasoline (Petrol) Engines
|
A1-98
|
มาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์เบนซินทั่วๆไป
|
|
A2-98
|
มาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์เบนซินทั่วๆไป
|
|
A3-98
|
มาตรฐานสูงสุดสำหรับเครื่องยนต์เบนซินในปัจจุบัน
|
มาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก – Light Duty Diesel Engines
|
B1-99
|
มาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กทั่วไปๆ
|
|
B2-98
|
มาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กทั่วไปๆ
|
|
B3-98
|
มาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กในปัจจุบัน
|
|
B4-99
|
มาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กในปัจจุบัน
|
มาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ – Heavy Duty Diesel Engines
|
E1-98
|
มาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ทั่วๆไป
|
|
E2-98
|
มาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ทั่วๆไป
|
|
E3-98
|
มาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ในปัจจุบัน
|
|
E4-99
|
มาตรฐานที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ในปัจจุบัน เทียบได้เท่ากับ API: CH-4
|
|
E5-99
|
มาตรฐานสูงสุดสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ในปัจจุบัน เทียบได้สูงกว่า API: CH-4
|
มาตรฐานน้ำมันเครื่อง JASO
JASO ย่อมาจาก Japanese Automobile Standards Organization หรือสถาบัน กลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน ต่อมาเรียกรวมเป็นมาตรฐาน ISO โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ
เครื่องยนต์เบนซิน
JSE (ISO-L-EJGE) เทียบพอๆกับมาตรฐาน API SE หรือ CCMG G1 โดนเน้น การสึกหรอ บริเวณวาวล์เพิ่มขึ้น
JSG (ISO-L-EJDO) เทียบกับมาตรฐานสูงกว่า API SG หรือ CCMC G4 โดยเน้นการสึกหรอบริเวณวาวล์เพิ่มขึ้นไปอีก
มาตรฐานน้ำมันเครื่องแห่งกองทัพสหรัฐ
มาตรฐาน MIL-L-2104 เป็นมาตรฐานของน้ำมันหล่อลื่นที่กำหนดขึ้นสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล และเบนซิน มีรายละเอียดดังนี้
MIL-L-2104 A ถูกกำหนดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1954 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ที่มีกำมะถันต่ำ และเครื่องยนต์เบนซินทั่วๆไป เทียบได้กับมาตรฐาน API ชั้น CA/SB ปัจจุบันไม่ได้นำมาใช้แล้ว
MIL-L-2104 B กำหนดใช้เมื่อปี ค.ศ.1964 สำหรับน้ำมันหล่อลื่นที่มีสาร เพิ่มคุณภาพ ด้านการป้องกันการเกิดออกซิเจน และป้องกันสนิม เทียบได้กับมาตรฐาน API ขั้น CC/SC
MIL-L-2104 C กำหนดใช้เมื่อปี ค.ศ.1970 สำหรับน้ำมันหล่อลื่นที่ใช้กับ เครื่องยนต์ที่มีรอบสูงมากๆ และใช้งานหนัก มีสารป้องกันคราบเขม่า ป้องกันการสึกหรอและป้องกันสนิม เทียบได้กับมาตรฐาน API ขั้น CD/SC
MIL-L-2104 D กำหนดใช้เมื่อปี ค.ศ.1983 เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล และเบนซิน 4 จังหวะ ที่มีประสิทธิภาพสูงใช้งานหนัก เทียบได้กับมาตรฐาน API ขั้นCD/SC
MIL-L-2104 E กำหนดใช้เมื่อปี ค.ศ.1988 เหมาะสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล และเบนซิน 4 จังหวะรุ่นใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้งานหนัก เทียบได้กับมาตรฐาน API ขั้น CF-4/SG
มาตรฐาน MIL-L-46152 เริ่มกำหนดใช้เมื่อปี 1970 เป็นมาตรฐานของน้ำมันหล่อลื่น เครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล
MIL-L-46152 A เริ่มใช้เมื่อปี ค.ศ.1980 สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซลทั่วๆไป เทียบได้กับมาตรฐาน API ขั้น SE/CC
MIL-L-46152 B กำหนดใช้เมื่อปี ค.ศ.1981 เป็นการรวมมาตรฐาน MIL-L-2104 B เทียบได้กับมาตรฐาน API ขั้น SF/CC
MIL-L-46152 C กำหนดใช้เมื่อปี ค.ศ.1987 โดยปรับปรุงจากมาตรฐาน MIL-L-46152 B เพราะมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการจัดจุดไหลเทใหม่
MIL-L-46152 D เป็นมาตรฐานที่ปรับปรุงจาก MIL-L-46152 C เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการทดสอบเครื่องยนต์ และมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นดีขี้นกว่าเดิม เทียบได้กับมาตรฐาน API ขั้น SE-CD
MIL-L-46152 E เป็นมาตรฐานล่าสุด เทียบได้มาตรฐาน API ขั้น SG/CE
มาตรฐานน้ำมันเกียร์ยานพาหนะ
สถาบัน API ได้กำหนดมาตรฐานของน้ำมันเกียร์ ออกเป็น 5 ประเภท โดย เรียงจากมาตรฐานต่ำไปยังสูงไว้ดังนี้
GL-1 สำหรับเฟืองที่มีความเร็วรอบต่ำ หรือรับโหลดต่ำ เช่น เฟืองฟันตรง เฟื่องฟันเฉียงในกระปุกเกียร์ธรรมดาของยานยนต์ หรือเฟือง เดือยหมู และเฟืองตัวหนอนที่ใช้งานเบา
GL-2 สำหรับเฟืองที่มีความเร็วรอบสูงขึ้น และใช้ในงานเบา
GL-3 สำหรับเฟืองที่มีความเร็วรอบสูงขึ้น และใช้ในงานหนักขึ้น
GL-4 สำหรับกระปุกเกียร์ของยานยนต์ทั่วไป หรือเฟืองท้ายประเภทเดือยหมูที่ทำงานหนัก และมีความเร็วรอบสูง
GL-5 สำหรับกระปุกเกียร์ของยานยนต์ทั่วไป หรือเฟืองท้ายทุกชนิดที่ทำงานหนักมาก ทนแรงกดได้สูง และมีความเร็วรอบสูง
น้ำมันเบรค (Brake Fluid)
น้ำมันเบรคเป็นน้ำมันที่มีความสำคัญต่อการขี่เป็นอย่างยิ่ง เป็นตัวถ่ายทอดกำลังจากปลายเท้าของผู้ขับขี่ไปสู้ระบบเบรก ของล้อรถเพื่อควบคุมให้รถหยุดได้ในทันที
น้ำมันเบรคมีลักษณะใสทำจากสารเคมีสังเคราะห์จำพวกโพลีไกลคอล และอีเทอร์เป็นส่วนใหญ่ โดยจะทำหน้าที่ถ่ายทอดกำลังจากแท่นเหยียบเบรกไปสู่ระบบเบรคได้มีการเริ่มใช้น้ำมันเบรคเข้ามาแทนที่ระบบเบรกทางกลไก (Mechanical Brake System) ในครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1920 ปัจจุบันระบบเบรกจะประกอบไปด้วยส่วนไปด้วยส่วนประกอบที่สำคัญใหญ่ๆ คือแท่นเหยียบเบรค แม่ปั้มเบรค หม้อลมเบรค ท่อทางเดินน้ำมันเบรค วาล์วควบคุมแรงดัน ลูกปั้มเบรค ผ้าเบรค จานเบรคหรือดรัมเบรค และที่สำคัญคือน้ำมันเบรก
เนื่องจากน้ำมันเบรคเป็นน้ำมันที่มีความสำคัญมาก จึงได้มีการกำหนดมาตรฐานของน้ำมันเบรกขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค โดยในปี ค.ศ.1947 ได้มีการกำหนดมาตรฐานของน้ำมันเบรกขึ้นเป็นครั้งแรก โดยสมาคมวิศวกรยานยนต์แห่งสหรัฐอเมริกา (SAE หรือ Society of Automotive Engineer) ซึ่งในขณะนั้นได้แบ่งน้ำมันเบรกออกเป็น 2 เกรด คือ
- 70R1 Heavy Duty มีจุดเดือด 149 C
- 70R2 Hoderate Duty มีจุดเดือด 110 C
(ในปี 1956 มาตรฐานนี้ได้ถูกยกเลิกและแทนที่ด้วย 70R3 Super Heavy Duty) และในปี 1969 ทางกรมการขนส่งของ สหรัฐอเมริกา (DOT หรือ Department of Transportation) ได้เริ่มกำหนดมาตรฐานใหม่ ของน้ำมันเบรกขึ้นมาอีกคือ DOT เพื่อบรรจุ ไว้ในข้อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยยานยนต์ข้อ 116 (Federal Motor Vehicle Standard) (FMVSS No.116) โดยอาศัยมาตรฐาน SAE เป็นบรรทัดฐาน และในปี 1970 ได้ออกมาตรฐาน ของน้ำมันเบรกขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 เกรด คือ
DOT 2 เทียบเท่า SAE J1702 (70R1)
DOT 3 เทียบเท่า SAE J1703 (70R3)
DOT 4 มีมาตรฐานสูงกว่ามาตรฐาน SAE
สำหรับมาตรฐาน DOT2 นั้นไม่ได้มีจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากในช่วงแรกได้ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการทหารเท่านั้น เพื่อปฎิบัติงานในแถบขั้วโลกที่มีอุณหภูมิต่ำเป็นพิเศษและด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีในด้านของสิ่งแวดล้อม ทำให้ความต้องการน้ำมันเบรกมีแนวโน้มที่ต้องการจุดเดือดที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จะกระทั่งปี 1974 จึงได้มีการบรรจุมาตรฐาน
DOT 5 เข้าใน FMVSS No.116 โดยใช้สารซิลิโคนแทนสารไกลคอล ซึ่งใช้กับมาตรฐาน DOT 3 และ DOT4
คุณสมบัติของน้ำมันเบรก
โดยธรรมชาติของการทำงานในระบบเบรกจะก่อให้เกิดความร้อนในระบบสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่ต้องหยุดรถอย่างกระทันหัน ดังนั้นคุณสมบัติที่สำคัญอันดับแรกของน้ำมันเบรกก็คือจะต้องมีจุดเดือดที่สูงเพียงพอ เพราะถ้ามีจุดเดือดต่ำจะทำให้น้ำมันเบรกเริ่มระเหยกลายเป็นไอในระบบ หรือที่เรียกกันว่า Vapor Lock (การไอขึ้นในระบบเบรก) ทำให้จุดเดือดของน้ำมันเบรกลดลง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระการทำงานของระบบเบรก และความร้อนในระบบก็จะสูงขึ้น ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้ขับขี่เป็นอย่างมาก
ในการทดสอบเพื่อกำหนดมาตรฐาน จะมีค่าจุดเดือดอยู่ 2 ค่า คือ
- จุดเดือดกลั่นกลับสมดุลย์ (Equilibrium Reflux Boiliing Point) ERBP หมายถึงจุดเดือดสมดุลย์ของของเหลว ซึ่งเป็นอุณหภูมิเดียวกับที่ของเหลวสามารถควบแน่นและกลั่นตัวลงมาในภาชนะกลั่น
- จุดเดือดกลั่นกลับสมดุลย์เมื่อขึ้น (Wet Equilibrium Reflux Boiling Point) WERBP หมายถึงจุดเดือดสมดุลย์ของของเหลว ซึ่งเป็นอุณหภูมิเดียวกับที่ของเหลวสามารถกลั่นตัวลงมาในภาชนะกลั่น โดยจะต้องทำให้ของเหลวตัวอย่างมีความขึ้นก่อนทำการ ทดสอบ
นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่มีความสำคัญอีกหลายประการ ได้แก่การคงสภาพความหนึดเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง และการไม่ทำปฎิกิริยากับลูกยาง หรือชีลยางต่างๆเป็นต้น ซึ่งรายละเอียดและคุณสมบัติต่างๆ เหล่านี้ ได้ถูกบรรจุอยู่ในมาตรฐานของน้ำมันเบรก ทั้งมาตรฐาน SAE,DOT และ ISO ซึ่งจะมีรายละเอียดหลายประการ
สำหรับผู้บริโภคโดยทั่วไปควรจะทราบถึงคุณสมบัติที่สำคัญหลักๆ ของน้ำมันเบรกที่ดีไว้เพื่อประโยชน์ในการใช้งาน โดยน้ำมันเบรกที่ดีควรจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- มีจุดเดือดสูง
- ไม่กัดกร่อนโลหะ
- มีความหนืดเหมาะสมเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงสูงขึ้น หรือต่ำลงมาก
- ไม่ทำให้ลูกยางบวมหรือเสียหาย
- สามารถใช้ร่วมกับน้ำมันเบรกยี่ห้ออื่นๆ ซึ่งมีมาตรฐานเดียวกันได้
การใช้งานและข้อควรระวัง
การเลือกใช้น้ำมันเบรก ว่าเกรดไหนจึงจะเหมาะสมนั้น โดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งจะเป็นผู้ระบุว่ารถยนต์ที่เขาผลิตขึ้นมานั้นเหมาะสมที่จะใช้น้ำมันเบรกเกรดไหน
อายุการใช้งานของน้ำมันเบรก โดยทั่วไปจะลดลงเนื่องจากการมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปผสม เช่น น้ำ หรือ ฝุ่นละออง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีน้ำเข้าในไปผสมในระบบเพียงแต่ 3.5% ก็สามารถทำให้ จุดเดือดของน้ำมนเบรกลดลงได้ถึง 100 C และในขณะเดียวกันก็จะเพิ่มความหนืดของน้ำมันเบรก ให้สูงขึ้นด้วย
ความชื้นในอากาศ การเปิดฝาของน้ำมันเบรกในแต่ละครั้งควรรีบปิดฝาในทันที เพราะน้ำมันเบรกมีคุณสมบัติไวต่อ การรับความชื้นในอากาศมาก
ฝุ่นละอองและเศษกิน เมื่อเข้าไปสู่ระบบเบรกจะทำให้เกิดรอบขีดข่วนขึ้นในระบบเบรก ซีลต่างๆ เกิดความเสียหาย ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาต่างๆตามมาเช่น เกิดการรั่วซึมของน้ำมันเบรก ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง
น้ำมันเบรกที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเป็นพวกสารสังเคราะห์ ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ทำให้ซีลยางในระบบเสียหาย แต่ถ้ามีน้ำมันชนิดอื่น เช่นน้ำมันเชื้อเพลิง หรือน้ำมันเครื่องปนลงไปก็จะมีผลทำให้ซีลยางเสียหายได้
ข้อควรระวังประการสำคัญ ...ก็คือ อย่าให้น้ำมันเบรกไปโดนสีรถ เพราะจะทำให้สีรถเสียหาย
สำหรับช่วงเวลาในการเปลี่ยนถ่าย โดยทั่วไปบริษัทผู้ผลิตรถยนต์แต่ละบริษัทจะแนะนำไม่เหมือนกัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ในช่วง 20,000 – 50,000 กิโลเมตร หรือ 1-2 ปี ขึ้นอยู๋กับสภาพการใช้งาน การออกแบบของระบบ และยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมันเบรกอีกด้วย
ข้อได้เปรียบและเสียเปรียบในการเลือกใช้น้ำมันเบรก
|
|
ข้อได้เปรียบ
|
ข้อเสียเปรียบ
|
|
DOT 3
|
- ราคาไม่แพง หาซื้อได้ง่าย รถส่วนใหญ่เลือกใช้
|
- กัดสีรถยนต์
- ดูดซับความชื้นเร็ว หากเปิดฝาแล้วควรรีบใช้ให้หมดในทันที ไม่ควรเก็บไว้นาน
- จากการที่มีคุณสมบัติดูดรับความชื้นได้เร็ว โอกาสที่ความชื้นเข้าสู้ระบบเบรก ก็ง่ายเช่นกัน เมื่อความชื้นจะเข้าสู้ระบบ ทำให้เกิดสนิมและการสึกกร่อนได้
|
|
DOT 4
|
- ราคาสูงขึ้น หาซื้อได้ง่าย รถรุ่นใหม่ๆ และรถแข่งนิยมใช้
- ดูดซับความชื้นได้ช้ากว่า DOT3 โอกาสที่ความชื้นจะเข้าสู่ระบบเบรกก็ช้ากว่า การเกิดสนิมและการสึกกร่อนก็ช้ากว่า
|
- กัดสีรถยนต์
- ราคาแพงกว่า DOT 3 ถึง 50%
|
|
DOT 5
|
- ไม่กัดสีรถยนต์
- ไม่ดูดซับความชื้น สามารถเก็บไว้ได้นาน
|
- ใช้ร่วมกับ DOT3 และ DOT4 ไม่ได้ หากจะเริ่มใช้ควรล้างให้ หมดจด และควรเปลี่ยนระบบไฮดรอลิคเสียใหม่ก่อนที่จะเริ่มใช้งาน
- ราคาแพงกว่า DOT4 ถึง 2 เท่า และหาซื้อได้ยากกว่า
- จากการที่ไม่รวมตัวกับน้ำมัน สนิมและสึกกร่อนจึงเกิดขึ้นเร็ว เนื่องจากน้ำเกิดการแยกตัวกับน้ำมัน โดยจะรวมจับตัวกันเป็นกลุ่มๆ
- ควรระวังการรั่วซึม จากการที่ไม่สามารถรวมตัวกับน้ำ อาจมีฟองอากาศเกิดขึ้นในระบบ เป็นสาเหตุของการรั่วซึม
|
ฉะนั้น โปรดสังเกตที่ข้างกระป๋องว่าเป็นมาตรฐาน DOT อะไร? หากคุณใช้มาตรฐาน DOT3 อยู่ก็สามารถใช้ร่วมกับ DOT4 ได้ หรือถ้าคุณใช้ DOT4 อยู่ก็สามารถใช้ร่วมกับ DOT3 ได้ และควรลืมความคิดเก่าๆที่ว่าน้ำมันเบรกต่างยี่ห้อจะผสมกันไม่ได้
ปัญหาที่ถามกันมากเกี่ยวกับน้ำมันเครื่อง และน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ (Synthetic Oil)
หลายคนมักจะสงสัยว่าน้ำมันเครื่องสังเคราะห์นั้นดีอย่างไร และเกิดประโยชน์แก่เครื่องยนต์อย่างไรบ้าง จึงได้รวบรวมคำถามต่างๆซึ่งได้พบเห็นบ่อยๆ มา อธิบายให้ฟังดังนี้
1. ส่วนประกอบในการผลิตน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปมีอะไรบ้าง
ส่วนประกอบของน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปมีดังนี้
น้ำมันเครื่องสำเร็จรูป(Finished Lubricants) = น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน(Base Oil) + สารเพิ่มคุณภาพ(Additives)
2. น้ำมันหล่อลื่นฟื้นฐานที่นิยมใช้กันในการผลิตน้ำมันหล่อลื่น แบ่งเป็นหลักใหญ่ได้กี่ประเภท
โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ดังนี้
- น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานทั่วไป (Conventional Base Oil) ได้แก่น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานปิโตรเลียม (Petroleum-Base Oil) บางรายก็เรียกว่าฐานพาราฟิน หรือฐานน้ำมันแร่ ซึ่งได้จากการนำน้ำมันดิบมากกลั่นตามกระบวนการต่างๆ หลายขั้นตอน จนได้คุณสมบัติที่บริสุทธิ์ของข้อกำหนดตามหลักสากล น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานชนิดนี้เป็นที่นิยมใช้กันมากที่สุด ในสหรัฐอเมริกาพบว่ากว่า 80% นิยมใช้กัน (ในประเทศไทยประมาณ 94%)
- น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานชนิดพิเศษ (Improve Conventional Base Oil) เกิดจากการนำน้ำมันหล่อฟื้นฐานมาผ่านกระบวนการ เพื่อให้มีคุณภาพสูงขึ้น โดยการผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Hydro-cracking หรือ Iso-dewaxing ซึ่งทำให้น้ำมันมีค่าดัชนีความหนืดสูงขึ้น แต่ก็จะเพิ่มค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเป็นจำนวนมาก
- น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานสังเคราะห์ (Fully Synthetic) เกิดจากการที่มนุษย์ทำการสังเคราะห์ขึ้น (man-made) โดยการนำเอาน้ำมันดิบ หรือก๊าชธรรมชาติมาผ่านกระบวนการผลิตเป็นเอทธิลีน และนำเอทธิลีนที่ได้มารวมกับไฮโดรเจรผ่านกระบวนการเร่งปฎิกิริยา (Catalyst) ก็จะเกิดการรวมตัวกันทางเคมีขึ้นเป็นรูปของไฮโดรคาร์บอน ซึ่งก็คือน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์นั่นเอง เช่น PAO (Poly Alpha Olefin), Di-Ester
**หมายเหตุ: ตามหลักมาตรฐานสากลถือว่า
-น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกึ่งสังเคราะห์ (Semi-Synthetic Base Oil) เกิดจากการนำน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานปิโตรเลียมมาผสมกับ น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานสังเคราะห์ในอัตราส่วนที่เกินกว่า 30% ขึ้นไป
-น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานสังเคราะห์ (Fully Synthetic Base Oil) เกิดจากการนำน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานปิโตรเลียมมาผสมกับ น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานสังเคราะห์ในอัตราส่วนที่เกินกว่า 50% ขึ้นไป
3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ให้ประโยชน์แก่เครื่องยนต์อย่างไรบ้าง
ถ้าจะเปรียบกับน้ำมันเครื่องที่ผลิตจากฐานปิโตรเลียมโดยทั่วๆไปแล้ว น้ำมันเครื่องสังเคราะห์สามารถทนความร้อน และความเย็นได้ดีกว่า โดยที่น้ำมันพยายามรักษาระดับความหนืดที่คงที่ ไม่ใส หรือข้นจนเกินไปเมื่อเครื่องยนต์ร้อนจัด หรือเย็นจัด, ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดีกว่า,ลดความร้อยได้เร็วกว่า,สามารถทนความร้อนได้สูงกว่า,ปกป้องการสึกหรอได้ดีกว่า,และสามารถเก็บรักษาได้นานกว่า
4. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์สามารถผสม หรือปนกับน้ำมันเครื่องทั่วๆไปได้หรือไม่
ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นน้ำมันเครื่องของบริษัทชั้นนำ จะผสมหรือปนกันได้ ดังนั้นถ้าท่านใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์อยู่ในรถของท่านก็สามารถเติมน้ำมันเครื่องทั่วๆไปลงไปแทนได้ หรือถ้าใช้น้ำมันเครื่องทั่วๆไปอยู่ก็สามารถเติมน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ลงไปแทนที่ได้
5. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ใช้กับรถใหม่ได้หรือไม่
น้ำมันเครื่องสังเคราะห์สามารถใช้ได้ดีมากกับรถใหม่ๆที่ออกมาจากโรงงาน ซึ่งรถรุ่นใหม่ๆในขณะนี้บางรุ่น ได้มีการเติมน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ขณะออกมาจากโรงงานแล้ว
6. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ใช้กับรถรุ่นเก่าได้หรือไม่
ถ้ารถที่ผลิตขึ้นก่อนปี ค.ศ. 1980 (พ.ศ.2523) อาจจะปัญหาเกี่ยวกับระบบชีลต่างๆ เนื่องจากเป็นซีลยางรุ่นเก่า ซึ่งอาจทำให้เกิดการแข็งตัวของซีลยางในระบบเครื่องยนต์ได้ แต่ถ้าผลิตหลังจากปี ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) ไปแล้วอาจไม่มีปัญหาอะไร อย่างไรก็ดีถ้าให้มั่นใจก็ควรสอบถามจากบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์เสียก่อน
7. ถ้าใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แล้ว จะยึดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้ช้าลงได้หรือไม่
ไม่อยากจะแนะนำให้ทำเช่นนั้น เนื่องจากในระยะแรกๆที่มีการแนะนำน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ออกสู่ตลาด ผู้ขายมักจะแนะนำว่าสามารถใช้ได้นานกว่าปกติบางรายก็บอกว่าสามารถใช้ได้ทั้งปีโดยไม่ต้องมีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเลย อันที่จริงแล้วคุณสมบัติของน้ำมันเครื่องสังเคราะห์นั้นสามารถเก็บไว้ได้นานกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดาทั่วๆไป แต่สารเพิ่มคุณภาพ (Additive) ที่ใส่ลงไปนั้นมีปริมาณที่ใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเครื่องยนต์ถูกใช้งานทุกๆวัน สารเพิ่มคุณภาพก็จะถูกใช้งานและลดคุณภาพลงตามระยะเวลาของการใช้งาน ที่สำคัญคือคราบเขม่าต่างๆที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ตกลงไปผสมกับน้ำมันเครื่องยิ่งนานวันก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณฉะนั้นระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายน่าจะใกล้เคียงกัน
8. ถ้าเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แล้ว จะทำให้บริษัทรถยนต์ยกเลิกระยะเวลารับประกันหรือไม่
ยังไม่เคยปรากฎ เพราะโดยปกติแล้วบริษัทรถยนต์จะรับประกันเป็นระยะทาง หรือเป็นระยะเวลา โดยกำหนดมาตรฐานคุณภาพของน้ำมันเครื่องเป็น API เช่น API-SG, API-SH หรือถ้าสูงขึ้นไปอีกก็เป็น API-SJ และกำหนดเป็นความหนืดมาให้เช่น 5W-30, 10W-40, 20W-50 และกำหนดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องมาให้ เช่น 4,000 กิโลเมตร
9. ถ้าน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ดีจริงแล้ว ทำไมบริษัทผู้ผลิตยนต์ทั้งหมดจึงไม่แนะนำเสียแต่แรก
ที่จริงแล้วบริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์ มักจะกำหนดเป็นมาตรฐานเช่น API (American Petroleum Institute) เช่น SH หรือ SJ เนื่องได้มีการทดสอบมาแล้วว่าถูกต้องตามมาตรฐานตามข้อกำหนดของเครื่องยนต์ชนิดนั้น ไม่ค่อยมีปรากฎว่ามีบริษัทผลิตเครื่องรายใดกำหนดว่าจะต้องเลือกใช้แต่น้ำมันสังเคระห์เท่านั้น ฉนั้นจึงเป็นทางเลือกของผู้ใช้เองว่าจะเลือกจากใช้น้ำมันเครื่องพื้นฐานอะไร เช่นเลือกใช้น้ำมันเครื่องพื้นฐานปิโตรเลียม (หรือฐานพาราฟิน), น้ำมันเครื่องพื้นฐานกึ่งสังเคราะห์, หรือน้ำมันเครื่องสังเคราะห์
10.ทำไมน้ำมันเครื่องบางชนิดใช้เป็นเวลานาน สีของน้ำมันเครื่องยังคงอยู่ในสภาพเดิม แต่บางชนิดนั้นสีดำเร็ว อย่างไหนจะดีกว่ากัน
โดยปกติแล้วหน้าที่หลักของน้ำมันเครื่อง คือมีหน้าที่ชะล้างเขม่า ละลายเขม่า และย่อยเขม่า น้ำมันเครื่องที่ดีจะมีคุณสมบัติในการชะล้างเขม่าค่อนข้างสูงเนื่องจากในน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้จะมีการเผาไหม้ และสันดาปเกิดขึ้น โดยจะน้ำพาคราบเขม่า ลั่งสกปรกปนเปื้อนในห้องเผาไหม้ และเกาะติดแน่นกับเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์มีอายุการใช้งานสั้นลง น้ำมันเครื่องที่ดีจะมีสาร Detergent และ Dispersant ที่ดีและเหมาะสม โดยจะทำให้เครื่องยนต์สะอาดเสมือนใหม่อยู่ตลอดเวลา
มีหลายคนสงสัยว่าทำไม น้ำมันเครื่องบางชนิด ใส่ลงไปไม่นานสีจะดำเร็ว แต่บางชนิดใส่ไปนานกว่า แต่สีกลับเหมือนเดิม โดยเข้าใจผิดคิดว่าน้ำมันเครื่องที่เปลี่ยนสีเร็วนั้นไม่ดี ถ้าจะเปรียบก็เปรียบได้กับผงซักฟอก โดยจะสังเหตุเห็นว่าผงซักฟอกที่ดีนั้นจะดำเร็ว ส่วนผ้านั้นจะขาวสะอาด ส่วนฝงซักฟอกที่ไม่ดีนั้นน้ำจะยังคงใสสะอาด ส่วนผ้านั้นจะยังคงสกปรกอยู่เหมือนเดิม ฉะนั้นน้ำมันเครื่องที่เปลี่ยนสีเร็ว ย่อมเป็นคุณสมบัติที่ดี
11.ใช้น้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพแล้ว จำเป็นจะต้องเติมหัวเชื้อที่ขายกันตามท้องตลาดอีกหรือไม่
ปกติแล้วส่วนผสมในน้ำมันเครื่องที่ถูกต้อง จะประกอบด้วยสารเพิ่มคุณภาพ (Additives) จำนวนหลายชนิด อาจมากกว่า 10 หรือ 20 ชนิด ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของน้ำมันเครื่องนั้นๆ ซึ่งสารเพิ่มคุณภาพแต่ละชนิดถูกเติมลงไปนั้น จะต้องอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะกับความต้องการของเครื่องยนต์นั้นๆ บางชนิดมีมากจนเกินไปก็เป็นผลเสียต่อเครื่องยนต์ การผลิตน้ำมันเครื่องให้มีคุณภาพดีก็เปรียบเสมือนกับการทำขนมเค๊ก คือเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ซึ่งต้องใช้ส่วนประกอบต่างๆ มากมาย และก็ต้องมีการตรวจสอบในทุกๆขั้นตอน จึงจะได้ขนมเค๊กที่อร่อย สิ่งแรกของการทำขนมเค๊กจะต้องเริ่มจากไข่ไก่ 2 ฟอง และก็ต้องตามด้วยส่วน ต่างๆ เช่นเติมน้ำตาล เกลือ เนย นม แป้ง ผงฟู และอื่นๆ ตามระยะเวลาที่พอเหมาะพอควร บางคนเข้าใจผิดคิดว่าถ้าเริ่มแรกใช้ไข่ไก่ 4 ฟองน้ำจะอร่อยกว่าแต่ปรากฎว่าขนมเค๊กกลับทานไม่ได้เลย การผลิตน้ำมันเครื่องก็เช่นกัน กว่าจะคิดค้นสูตรการผลิตที่ถูกต้องนั้น บริษัทจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการค้นคว้า วิจัย พัฒนาและทดสอบไปด้วยเงินจำนวนมาก เพื่อให้ได้สินค้าที่ดีที่สุด ฉะนั้นถ้าใช้สินค้าที่มีคุณภาพที่ดีแล้วไม่จำเป็นต้องเติมสารเพิ่มคุณภาพหรือหัวเชื้อใดๆทั้งสิ้น
Maxlife คืออะไร
คือน้ำมันเครื่องยุคใหม่รายแรกของโลกที่ใช้กับรถที่มีอายุใช้งานนานเกินกว่า 95,000 กม ให้ใช้งานได้นานขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
Maxlife ดีอย่างไร
รถเก่าเมื่อใช้งานไปนานๆ เกินว่า 95,000 กม จะมีความแตกต่างกับเครื่องยนต์ใหม่อย่างสิ้นเชิง เช่นเครื่องยนต์สูญเสียกำลัง การกินน้ำมันเครื่องก็มีเพิ่มมากขึ้น และการกินน้ำมันเชื้อเพลิงก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย MaxLife แมกซ์ไลฟ์ ได้รับการพัฒนาจากเทคโนโลยี่น้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์ผสมสารเพิ่มคุณภาพใหม่ล่าสุด เพื่อช่วยปรับสภาพเครื่องยนต์ที่ใช้งานมายาวนานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยคุณสมบัติของ
- มีสารปรับสภาพซีล และปะเก็น ให้กลับคืนสภาพเดิม (Seal Conditioner) เพิ่มกำลังอัด และลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเครื่อง
- เพิ่มคุณสมบัติพิเศษในสารซะล้าง (Cleaning Agent) ทำให้เครื่องยนต์สะอาด ประสิทธิภาพสูงขึ้น
- มีสารช่วยลดแรงเสียดทานชนิดพิเศษ (Friction Modifier) ช่วยให้เครื่องยนต์ลื่นขึ้น และประหยัดน้ำมันเชิ้อเพลิง
- เพิ่มสารป้องกันการรั่วซึม และการเสื่อมสภาพของน้ำมันเครื่อง (Stop Leak) ช่วยให้โมเลกุลของน้ำมันคงตัว เพื่อหยุดการรั่วซึมของน้ำมันเครื่อง
Maxlife ผ่านมาตรฐานอะไรบ้าง
มาตรฐานตามสถาบันปิโตรเลียมแห่งสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกว่า API ขั้นสูงสุดคือ SJ/CF มาตรฐานการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงขั้นสูงสุดคือ ILSAC GF-II
Maxlife เป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์หรือไม่
Maxlife จัดเป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ชนิดพิเศษ ที่ไม่ทำอันตรายกับซีลยาง ในทางตรงกันข้ามกลับมาช่วยปกป้องซีลยางต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ให้มีสภาพดีขึ้น
Maxlife ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลได้หรือไม่
สามารถใช้ได้ดีมากกับเครื่องยนต์ดีเซล
Maxlife ใช้กับรถใหม่ได้หรือไม่
สามารถใช้ได้ เนื่องจาก Maxlife ผ่านมาตรฐานสูงสุดของการทดสอบตาม API ขั้น SJ ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดของการทดสอบในปัจจุบัน
Maxlife ผลิตจากประเทศอะไร
ผลิตจากประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีในการผลิตค่อนข้างสูง ประกอบกับวัตถุดิบต่างๆ จำนวนมาก ไม่สามารถหาได้ในแถบเอเชีย
ความหมายของ Synthetic Blend หมายถึงอะไร
โดยทั่วไปแล้วความหมายของ Synthetic Blend ก็คือการเติมสารสังเคราะห์ผสมลงไป จะมากบ้างน้อยบ้างก็แล้วแต่จะเรียกกันไป แต่Maxlife จัดเป็นน้ำมันเครื่องกลุ่มสังเคราะห์ชนิดใหม่ล่าสุด จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็น Synthetic Blend 100%
ทำไมถึงช่วยลดการกินน้ำมันเครื่อง
เนื่องจากมีสารเพิ่มคุณภาพบางชนิดเช่น Seal conditioner ช่วยให้ชีลที่แข้งและตกร้าว กลับมีสภาพเป็นปกติ และยังมีสาร Stop Leak ที่ช่วยให้โมเลกุลของน้ำมันเกาะตัวกันอย่าวเหนียวแน่น จึงช่วยลดการกินน้ำมันเครื่องได้ในทันที และในตัวคุณภาพของน้ำมันเองก็มีอัตราการระเหยตัวค่อนข้างต่ำ
ทำไมถึงช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
เนื่องจากเป็นสารประกอบ Synthetic Blend ผสมผสานกับสารเพิ่มคุณภาพหลายชนิด จึงช่วยให้เครื่องมีการหล่อลื่นที่ดี จึงช่วยในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
ใช้แล้วทำให้เครื่องยนต์วิ่งเร็วขึ้นหรือไม่
แน่นอนที่สุด ต้องลองใช้สักครั้งถึงจะรู้สึกได้
สามารถยึดระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องได้นานขึ้นหรือไม่
ที่จริงแล้วระยะเวลาการเปลี่ยนถ่ายของน้ำมันเครื่อง บริษัทรถยนต์มักจะเป็นผู้กำหนด เนื่องจากการออกแบบเครื่องยนต์แต่ละรุ่นนั้นไม่เหมือนกัน แต่เดิมโดยทั่วไปทักจะกำหนดที่ 5,000 กม แต่ปัจจุบันนี้บางบริษัทได้มีการกำหนดถึง 20,000 กม.
สามารถผสมปนกับน้ำมันเครื่องอื่นๆได้หรือไม่
สามารถผสมปนกับน้ำมันเครื่องอื่นๆได้โดยไม่มีปัญหาอะไร เนื่องจากเป็นตระกูลปิโตรเลียมที่เหมือนกัน
สามารถใช้รวมกับหัวเชื้อชนิดอื่นๆได้หรือไม่
ที่จริงแล้วในน้ำมันเครื่องชนิดนี้ก็ได้มีการเติมสารเพิ่มคุณภาพมาอย่างพอเหมาะพอควรแล้ว บางครั้งถ้ามีมากจนเกินไป แทนที่จะเป็นผลดี ก็กลับเป็นผลเสีย เหมือนกับยาถ้ามีตัวยาบางอย่างมาเกินขนาดก็อาจเป็นขนาดก็อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ที่เรียกกันว่า Overdose
ทำไมถึงมีราคาสูงกว่าน้ำมันเครื่องทั่วๆไป
เนื่องจากว่าเป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ประกอบกับสารเคมีอีกหลายชนิดที่เติมลงไป เช่นสาร Seal Conditioning (สารที่ทำให้รถเก่าที่ชีลแข็ง หรือแตกร้าวกลับมีสภาพดังเดิม) สาร High Cleaning Agent (ช่วยให้สิ่งสกปรกที่หมักหมนที่อยู่ติดอยู่ตามส่วยต่างๆ ของเครื่องยนต์ หรือตามร่องแหวนของเครื่องยนต์ หรือตามซอกต่างๆ ให้หลุดออกได้โดยง่าย), สาร Friction Modifier (ช่วยให้เครื่องยนต์ลื่น และทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ) และสาร Stop Leak (ช่วยให้รถที่เคยกินน้ำมันเครื่องมาก กลับลดลง) ทำไมถึงต้องออกผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมา
จากผลสำรวจพบว่ารถที่วิ่งเกิน 95,000 กม. มีเป็นจำนวนมาก และผู้ใช้ส่วนใหญ๋ก็ต้องการใช้น้ำมันเครื่องประเภทนี้ แต่ก็ยังไม่เคยมีใครนำออกจำหน่าย จึงต้องออกผลิตภัณฑ์นี้ขึ้นมา
น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน(Base Oil)
|