|

1. พยายามอย่าลากรถหรือเข็น ให้ใช้การยกและห้ามเด็ดขาดที่จะพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที
2. เปิดหรือคลายนอตอ่างน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ ทั้งเกียร์ออโต้ทุกแบบหรือเกียรธรรมดา รวมทั้งเฟืองท้าย และที่ถังน้ำมันเชื้อเพลิง
3. ถอดหัวเทียน ถอดหัวฉีด กรองอากาศ ปิดการใช้งานระบบก๊าซ(ให้เหลือแต่ระบบน้ำมันอย่างเดียว)
4. หมุนเครื่องด้วยมือเปล่า 2-3 รอบ ไล่น้ำออกจากห้องเผาไหม้
5. ถอดแบตเตอรี่ออกตรวจเช็คปริมาณไฟที่มีอยู่ว่ามากพอที่จะสตาร์ทเครื่องได้หรือไม่ ถ้าไฟหมดให้ส่งเข้าร้านแบตให้ทางร้านชาร์จไฟให้
6. ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวกับการจุดระเบิด รวมทั้ง ECU ทุกระบบ
7. ถอดปลั๊กนำสมอง แกะซีลออกตากแดด หรือเป่าด้วยลมร้อน (จากไดร์เออร์เป่าผม)
8. ใช้ไดเออร์เป่าลมร้อนอุปกรณ์ทุกตัวไม่เว้นแม้แต่สมองเครื่อง
9. ตรวจปลั๊กทุกตัวในห้องเครื่อง ออกเช็คเป่าให้แห้ง
10. ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์
11. ประกอบชิ้นส่วนที่แห้งสนิทแล้ว
12. ประกอบแบตเตอรี่ที่มีไฟ (กรณีไม่มีไฟส่งชาร์จ)
13. เปิดสวิตช์ไฟตรวจดูแผงไฟบนหน้าปัด
14. ตรวจดูตำแหน่งเกียร์ P ในเกียร์ออโต้ เกียร์ว่างในเกียร์ธรรมดา
15. ทดลองติดเครื่องยนต์ (หมายเหตุ เครื่องอาจยังเดินไม่เรียบ หรือติดยาก)
16. ถ้าเครื่องติดให้ทิ้งไว้เพื่อเดินเบา
17. ถอดอุปกรณ์ในรถ (ไม่ต้องดับเครื่อง) เบาะนั่งพรมปูพื้นออกตากแดด
18. ตรวจดูความเปียกชื้นบนพื้นรถ หากพบแล้วทำให้แห้ง
19. ตรวจระบบไฟส่องสว่างไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว
20. ตรวจที่ปัดน้ำฝน
21. ลองเข้าเกียร์ทุกตำแหน่ง (โดยไม่ต้องออกรถ)
22. ลองขับรถด้วยเกียร์ต่ำสักระยะหนึ่ง เพื่อทดสอบการทำงานของเกียร์ และเบรกถ้ารถสามารถขับเคลื่อนได้ และติดเครื่องได้แสดงว่าการเสียหายไม่มากนัก
***หมายเหตุ- คำแนะนำนี้ เป็นการกู้รถที่จอดอยู่เฉยๆ แล้วน้ำหลากไหลเข้ามาท่วมรถ ส่วนกรณีที่ขับมาแล้วจมน้ำจนเครื่องดับอาการ(ค่าซ่อม)จะหนักหนาสาหัสและเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง *** Credit : Car Guru นายประโยชน์ กรุงเทพธุรกิจฉบับพิเศษ Auto Zone
|